หน้าแรก Home arrow พรบ.ส่งเสริมฯ 2545 arrow กองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน arrow เงินสมทบกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน 
เงินสมทบกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน PDF พิมพ์ ส่งอีเมล์
เขียนโดย ผู้ดูแลระบบ   
Thursday, 27 December 2007
คำอธิบายเงินสมทบกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน

 

เงินสมทบกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน
ภายใต้พระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ .ศ . 2545

        ประกาศกระทรวงแรงงานที่ออกตามความในมาตรา 29 และมาตรา 30 แห่งพระราชบัญญัติ ส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ . ศ. 2545 กำหนดให้ผู้ประกอบกิจการประเภทอุตสาหกรรม พาณิชย กรรม หรือธุรกิจอย่างอื่นซึ่งมีลูกจ้างตั้งแต่ 100 คนขึ้นไปทุกท้องที่ส่งเงินสมทบเข้ากองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน เป็นรายปีในอัตราร้อยละ 1 ของค่าจ้างที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบ ตามสัดส่วนที่ต้องจัดให้มีการ ฝึกอบรมฝีมือแรงงาน เว้นแต่เป็นผู้ซึ่งจัดให้มีการฝึกอบรมฝีมือแรงงานตามที่กำหนดไว้ในหมวด 1 ในสัด ส่วน ร้อยละ 50 ของลูกจ้างทั้งหมด และกำหนดค่าจ้างที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบเป็นเดือนละ 3,990 บาท

กิจการที่ได้รับการยกเว้น
1. กระทรวง ทบวง กรม หน่วยงานของรัฐและองค์การของรัฐ
2. นายจ้างซึ่งประกอบกิจการเพาะปลูก ประมง ป่าไม้ เลี้ยงสัตว์ และนาเกลือ ซึ่งมิได้ใช้ลูกจ้างตลอดปี และไม่มีงานลักษณะอื่นรวมอยู่ด้วย
3. นายจ้างซึ่งประกอบธุรกิจโรงเรียนเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน ยกเว้น เฉพาะครูและครูใหญ่

 วัตุประสงค์

   เพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้นายจ้างและสถานประกอบกิจการมีส่วนร่วมในการพัฒนาฝีมือแรง งานให้กับบุคคลที่จะรับเข้าทำงานและลูกจ้างของตนเองเพิ่มมากขึ้น

 เงินสมทบ

   คือ เงินที่ผู้ประกอบกิจการจ่ายสมทบเข้า กองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน ในกรณีไม่จัดฝึกอบรมฝีมือแรงงานหรือจัดฝึกอบรมฝีมือแรงงานแต่ไม่ครบตามสัดส่วนที่กำหนด

 

สัดส่วนจำนวนลูกจ้างที่ต้องฝึกอบรมฝีมือแรงงานประจำปี

   คือ สัดส่วนจำนวนลูกจ้างที่กำหนดให้ผู้ประกอบกิจการซึ่งอยู่ในข่ายบังคับตามที่กฎหมายกำหนด จัดให้มีการฝึกอบรมฝีมือแรงงานในสัดส่วนร้อยละ 50 ของลูกจ้างทั้งหมด เช่น มีลูกจ้าง 200 คน สัดส่วนจำนวนลูกจ้างที่ต้องจัดให้มีการฝึกอบรมของปีนั้น เท่ากับ 100 คน

ผู้รับการฝึก

   คือ ผู้ซึ่งเข้ารับการฝึกอบรมฝีมือแรงงานจากผู้ดำเนินการฝึกตามหมวด 1 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ. ศ. 2545 ได้แก่ การฝึกเตรียมเข้าทำงาน การฝึกยกระดับฝีมือแรงงาน และการฝึกเปลี่ยนสาขาอาชีพ ทั้งในกรณีดำเนินการฝึกเองหรือส่งไปฝึกอบรมภายนอก

ผู้มีหน้าที่จ่ายเงินสมทบ

   คือ ผู้ประกอบกิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 100 คนขึ้นไป ซึ่งอยู่ในข่ายบังคับตามที่กฎหมายกำหนด ที่ไม่จัดให้มีการฝึกอบรมฝีมือแรงงานในสัดส่วนร้อยละ 50 ของลูกจ้างทั้งหมด หรือจัดแล้วไม่ครบตามสัดส่วนที่กำหนด ต้องส่งเงินสมทบเข้ากองทุนพัฒนาฝีมือแรงงานเป็นรายปี ในอัตราร้อยละ 1 ของ ค่าจ้างที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบ ตามที่กำหนดในประกาศกระทรวงแรงงาน คือเดือนละ 3,990 บาท โดยคิดจากจำนวนลูกจ้างที่ไม่ได้จัดให้มีการฝึกอบรมฝีมือแรงงานตามสัดส่วนที่กำหนด ผู้ประกอบกิจการใดมีหน้าที่จ่ายเงินสมทบอยู่แล้วให้จ่ายเงินสมทบต่อไป แม้ภายหลังจะมีลูก จ้างไม่ถึง 100 คนก็ตาม

การขึ้นทะเบียนผู้ประกอบกิจการ

1. กำหนดเวลา ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 100 คนขึ้นไป
2. สถานที่ ณ หน่วยงานของกรมพัฒนาฝีมือแรงงานในจังหวัดที่เป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ที่ผู้ประกอบกิจการจดทะเบียนตามหนังสือรับรองของกระทรวงพาณิชย์
     กรุงเทพฯ    ให้ยื่น ณ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน
     จังหวัดอื่น    ให้ยื่น ณ สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานภาคหรือศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัด
ในกรณีผู้ประกอบกิจการมีหน่วยงานสาขา หรือมีลูกจ้างทำงานในท้องที่อื่นด้วย ให้ขึ้นทะเบียนรวมกันที่สำนักงานใหญ่ และให้นับรวมลูกจ้างของทุกสาขาไว้ด้วย หากประสงค์จะขึ้นทะเบียนที่สาขาแทน ให้ดำเนินการได้เฉพาะกรณีที่สำนักงานใหญ่ไม่มีลูกจ้างและสำนักงานสาขามีที่ตั้งที่แน่นอนเท่านั้น
(มีการจดทะเบียนสาขาไว้ในหนังสือรับรองของกระทรวงพาณิชย์ หรือมีใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน)

การฝึกอบรมฝีมือแรงงานเพื่อประเมินเงินสมทบ

    หมายถึง การที่ผู้ประกอบกิจการซึ่งอยู่ในข่ายบังคับตามที่กฎหมายกำหนดต้องจัดให้มีการฝึกอบรมฝีมือแรงงานตามหมวด 1 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ. 2545 โดยสามารถเลือกฝึกอบรมอย่างใดอย่างหนึ่งหรือจะฝึกทั้ง 3 ประเภทก็ได้

ประเภทของการฝึก

1. การฝึกเตรียมเข้าทำงาน หมายถึง การที่ผู้ประกอบกิจการฝึกอบรมฝีมือแรงงานให้แก่บุคคลทั่วไปก่อนเข้าทำงาน เพื่อให้สามารถทำงานได้ตามมาตรฐานฝีมือแรงงาน โดยระยะเวลาการฝึกอบรมต้องสอดคล้องกับหลักสูตรตามสาขาอาชีพ ทั้งนี้ ต้องไม่น้อยกว่า 30 ชั่วโมง
2. การฝึกยกระดับฝีมือแรงงาน หมายถึง การที่ผู้ประกอบกิจการซึ่งเป็นนายจ้างจัดให้ ลูกจ้างได้ฝึกอบรมฝีมือแรงงานเพิ่มเติมในสาขาอาชีพที่ลูกจ้างปฏิบัติงานอยู่ตามปกติ เพื่อให้ลูกจ้างได้รับความรู้ ความสามารถ และทักษะในสาขาอาชีพนั้นสูงขึ้น โดยระยะเวลาการฝึกอบรมต้องสอดคล้องกับหลักสูตร ทั้งนี้ ต้องไม่น้อยกว่า 6 ชั่วโมง และจำนวนผู้รับการฝึกต้องไม่เกินกลุ่มละ 50 คน
3. การฝึกเปลี่ยนสาขาอาชีพ หมายถึง การที่ผู้ประกอบกิจการซึ่งเป็นนายจ้างจัดให้ลูกจ้างได้ฝึกอบรมฝีมือแรงงานเพิ่มเติมในสาขาอาชีพอื่นที่ลูกจ้างมิได้ปฏิบัติงานอยู่ตามปกติ เพื่อให้ลูกจ้างได้มีความรู้ ความสามารถที่จะทำงานในสาขาอาชีพอื่นนั้นได้ด้วย โดยระยะเวลาการฝึกอบรมต้องสอดคล้องกับหลักสูตร ทั้งนี้ ต้องไม่น้อยกว่า 18 ชั่วโมง และจำนวนผู้รับการฝึกต้องไม่เกินกลุ่มละ 50 คน

ลักษณะการฝึกอบรม

1. ดำเนินการฝึกเอง ผู้ประกอบกิจการอาจจัดการฝึกเองโดยใช้วิทยากรภายในหรือวิทยากรจากภายนอกก็ได้ และให้รวมถึงการที่ผู้ประกอบกิจการดำเนินการจ้างสถานศึกษาหรือสถานฝึกอบรมฝีมือแรงงานมาฝึกอบรมให้ก็ได้
2. ส่งไปรับการฝึกภายนอก ผู้ประกอบกิจการอาจส่งผู้รับการฝึกเตรียมเข้าทำงานหรือลูกจ้างของตนเองไปรับการฝึกกับสถานศึกษา หรือสถานฝึกอบรมฝีมือแรงงานของทางราชการ หรือสถานฝึกอบรมฝีมือแรงงานอื่นที่นายทะเบียนเห็นชอบก็ได้ (มูลนิธิ สมาคม นิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย)

สถานที่ฝึก

    กรณีผู้ประกอบกิจการดำเนินการฝึกเอง สามารถจัดฝึกอบรมได้ ณ สถานที่ดังนี้
1. ฝึกในสถานประกอบกิจการหรือหน่วยผลิต
2. ฝึกในสถานที่อื่น เช่น เช่าสถานที่ภายนอกเพื่อใช้ฝึกอบรมซึ่งอาจเป็นของทางราชการหรือ เอกชน
3. ฝึกในศูนย์ฝึกอบรมฝีมือแรงงาน ซึ่งการจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมฝีมือแรงงานจะต้องได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนก่อน

เงื่อนไขการฝึกอบรมฝีมือแรงงาน

1. การฝึกเตรียมเข้าทำงาน

1.1 กรณีดำเนินการฝึกเอง ต้องจัดทำรายละเอียดเกี่ยวกับการฝึกเสนอต่อนายทะเบียนเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ ก่อนดำเนินการฝึก
1.2 กรณีส่งไปรับการฝึกภายนอก ต้องส่งหลักสูตรและรายการค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมในสถานศึกษาหรือสถานฝึกอบรมฝีมือแรงงานเสนอต่อนายทะเบียนเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ หลังจากเสร็จสิ้นการฝึกอบรมแล้ว

2. การฝึกยกระดับฝีมือแรงงานและการฝึกเปลี่ยนสาขาอาชีพ

2.1 กรณีดำเนินการฝึกเอง ต้องยื่นคำขอรับความเห็นชอบหลักสูตร รายละเอียดที่เกี่ยวข้อง และรายการค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการฝึกอบรมเสนอต่อนายทะเบียนเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ หลังจากเสร็จสิ้นการฝึกอบรมแล้ว
2.2 กรณีส่งไปรับการฝึกภายนอก ต้องส่งหลักสูตรและรายการค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมในสถานศึกษาหรือสถานฝึกอบรมฝีมือแรงงานเสนอต่อนายทะเบียนเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ หลังจากเสร็จสิ้นการฝึกอบรม

     ห้ามมิให้ผู้ดำเนินการฝึกเรียกหรือรับเงินค่าฝึกอบรมหรือค่าตอบแทนในลักษณะใด ๆ อันเกี่ยวกับการฝึกอบรมฝีมือแรงานจากผู้รับการฝึก (มาตรา 15)

หลักเกณฑ์การนับจำนวนผู้รับการฝึกเพื่อประเมินเงินสมทบ

1. ห้ามนับซ้ำคน ในปีเดียวกันถ้าผู้รับการฝึกได้รับการฝึกอบรมฝีมือแรงงานมากกว่า 1 หลักสูตร ให้นับ 1 คน 1 หลักสูตร เท่านั้น
2. ให้นับจำนวนผู้รับการฝึกซึ่งเป็นลูกจ้างที่ได้ลาออกไปแล้วในระหว่างปีด้วย
3. ให้นับรวมจำนวนผู้รับการฝึกของทุกสาขาที่ผู้ประกอบกิจการได้ขึ้นทะเบียนรวมกันที่สำนักงานใหญ่ด้วย

การประเมินเงินสมทบกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน

    ผู้ประกอบกิจการที่ดำเนินการจัดให้มีการฝึกอบรมฝีมือแรงงานตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่ประกาศกำหนดภายใต้พระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ. 2545 ให้ผู้ประกอบกิจการนำจำนวนผู้รับการฝึกของปีนั้น ซึ่งประกอบด้วย การฝึกเตรียมเข้าทำงาน การฝึกยกระดับฝีมือแรงงาน หรือการฝึกเปลี่ยนสาขาอาชีพ มาประเมินเงินสมทบกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน โดยยื่นแบบประเมินเงินสมทบ ณ สถานที่ที่ขึ้นทะเบียนผู้ประกอบกิจการ ดังนี้

1. เปรียบเทียบจำนวนผู้รับการฝึกกับสัดส่วนจำนวนลูกจ้างที่ต้องฝึกอบรมฝีมือแรงงานประจำปี

1.1 ถ้าจำนวนผู้รับการฝึก มากกว่าหรือเท่ากับ สัดส่วนจำนวนลูกจ้างที่ต้องฝึกอบรมฝีมือแรงงานประจำปี แสดงว่าจัดฝึกอบรมครบตามสัดส่วนที่กำหนดไม่ต้องส่งเงินสมทบเข้ากองทุน
1.2 ถ้าจำนวนผู้รับการฝึก น้อยกว่า สัดส่วนจำนวนลูกจ้างที่ต้องฝึกอบรมฝีมือแรงงานประจำปี
แสดงว่าจัดฝึกอบรมไม่ครบตามสัดส่วนที่กำหนด ต้องส่งเงินสมทบเข้ากองทุนตามจำนวนลูกจ้างที่ไม่ได้รับการฝึกอบรมตามสัดส่วนที่กำหนด

วิธีคำนวณเงินสมทบ

[(ค่าจ้างที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบ x 12 เดือน) x อัตราเงินสมทบ 1%] x จำนวนลูกจ้างที่ไม่ได้รับการฝึกอบรมตามสัดส่วนที่กำหนด
[(3,990 x 12) x 1%] x จำนวนลูกจ้างที่ไม่ได้รับการฝึกอบรมตามสัดส่วนที่กำหนด

ตัวอย่าง

1. ปี 2548 ผู้ประกอบกิจการแจ้งจำนวนลูกจ้าง ณ วันที่ 1 มกราคม 2548 จำนวน 400 คน
2. ผู้ประกอบกิจการต้องจัดให้มีการฝึกอบรมตามสัดส่วน จำนวน 200 คน (ร้อยละ 50 ของลูกจ้างทั้งหมด)
3. ปี 2548 จัดให้มีการฝึกอบรม จำนวน 180 คน
4. เปรียบเทียบจำนวนผู้รับการฝึก กับ สัดส่วนจำนวนลูกจ้างที่ต้องฝึกอบรม (180-200 = -20)
5. ผู้ประกอบกิจการจัดฝึกอบรมไม่ครบตามสัดส่วนที่กำหนด ดังนั้น ต้องส่งเงินสมทบเข้ากองทุนในส่วนที่จัดฝึกไม่ครบ จำนวน 20 คน
6. คำนวณเงินสมทบ [(3,990 x 12) x 1%] x 20 = 9,576 บาท
7. ผู้ประกอบกิจการยื่นแบบประเมินเงินสมทบในวันที่ 16 มีนาคม 2549 ดังนั้น ต้องชำระเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน ของเงินสมทบที่ยังไม่ได้นำส่งหรือของเงินสมทบที่ยังขาดอยู่ นับแต่วันถัดจากวันที่ต้องนำส่งเงินสมทบ สำหรับเศษของเดือนถ้าถึงสิบห้าวันหรือกว่านั้นให้นับเป็นหนึ่งเดือนถ้าน้อยกว่านั้นให้ปัดทิ้ง
คำนวณเงินเพิ่ม  (9,576 x 1.5%) x 1 เดือน = 143.64 บาท
8. ผู้ประกอบกิจการต้องนำส่งเงินสมทบและเงินเพิ่ม รวมเป็นเงิน 9,719.64 บาท

วิธีชำระเงินสมทบ

1. เงินสด หรือเช็ค หรือตั๋วแลกเงิน หรือธนาณัติ
2. ชำระผ่านธนาคาร

หน้าที่ของผู้ประกอบกิจการ

1. ขึ้นทะเบียนผู้ประกอบกิจการ ตามแบบ สท.1 พร้อมแจ้งบัญชีรายชื่อลูกจ้าง ตามแบบ สท.4 ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 100 คนขึ้นไป
2. ดำเนินการจัดฝึกอบรมตามหมวด 1 ได้แก่ การฝึกเตรียมเข้าทำงาน การฝึกยกระดับฝีมือแรงงาน หรือการฝึกเปลี่ยนสาขาอาชีพ ในสัดส่วนร้อยละ 50 ของลูกจ้างทั้งหมด โดยสามารถเลือกฝึก
อบรมอย่างใดอย่างหนึ่งหรือจะฝึกอบรมทั้ง 3 ประเภทก็ได้
3. ยื่นแบบประเมินเงินสมทบกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน ตามแบบ สท.2 และรายงานการฝึกอบรมฝีมือแรงงานตามแบบ สท.2-1 และสท.2-2 พร้อมแจ้งจำนวนลูกจ้าง ณ วันที่ 1 มกราคมของปีปัจจุบัน (ในแบบสท.2) โดยกำหนดให้ยื่นภายในเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ของปีถัดไปทุกปี
4. ชำระเงินสมทบและเงินเพิ่ม ในกรณีดังนี้

4.1 ชำระเงินสมทบ ในกรณีจัดให้มีการฝึกอบรมไม่ครบตามสัดส่วนที่กำหนด ในอัตราร้อยละ 1 ของค่าจ้างที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบ โดยคิดจากจำนวนลูกจ้าง ที่ไม่ได้จัดให้มีการฝึกอบรมตามสัดส่วนที่กำหนด
4.2 ชำระเงินเพิ่ม ในกรณีจ่ายเงินสมทบไม่ตรงเวลาที่กำหนดหรือจ่ายไม่ครบ ในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน


5. แจ้งการเปลี่ยนแปลงในกรณีต่างๆ ตามแบบ สท.8 ภายใน 15 วัน เช่น ย้ายหรือเปลี่ยนชื่อสถานประกอบกิจการ เปลี่ยนชื่อผู้ประกอบกิจการ หยุดกิจการ เลิกกิจการ ฯลฯ

สิทธิและประโยชน์ของผู้ดำเนินการฝึก

    เมื่อผู้ดำเนินการฝึกได้ดำเนินการฝึกอบรมฝีมือแรงงานตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดแล้ว ผู้ดำเนินการฝึกจะได้รับสิทธิและประโยชน์ ดังนี้
กรณีเป็นผู้ดำเนินการฝึกทั่วไป

(1) มีสิทธิได้รับยกเว้นภาษีเงินได้เป็นกรณีพิเศษสำหรับค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมฝีมือแรงงาน
(2) มีสิทธินำคนต่างด้าว ซึ่งเป็นช่างฝีมือหรือผู้ชำนาญการเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อมาเป็นครูฝึก
(3) ได้รับคำปรึกษาแนะนำและความช่วยเหลือจากกรมพัฒนาฝีมือแรงงานในด้านต่างๆ
(4) มีสิทธิได้รับยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน
(5) ได้รับยกเว้นจากกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ (เฉพาะกรณีฝึกเตรียมเข้าทำงาน)
(6) สิทธิและประโยชน์อื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

กรณีเป็นผู้ดำเนินการฝึกที่มีศูนย์ฝึกอบรมฝีมือแรงงาน

(1) มีสิทธิและประโยชน์เช่นเดียวกับกรณีเป็นผู้ดำเนินการฝึกทั่วไป ตามข้อ (1) –(6)
(2) มีสิทธิได้รับยกเว้นอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเครื่องมือ เครื่องจักร และอุปกรณ์ที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อใช้ฝึกอบรมในศูนย์ฝึกอบรมฝีมือแรงงาน
(3) มีสิทธิได้รับการหักค่าไฟฟ้าและค่าประปาเป็นจำนวน 2 เท่า ของค่าใช้จ่ายที่เสียไปในการฝึกอบรมเพื่อประโยชน์ในการคำนวณภาษีเงินได้
(4) มีสิทธิและประโยชน์อื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

 

เปิดดูข้อมูลได้ที่ http://home.dsd.go.th/standard/
สอบถามข้อมูล เรื่อง เงินสมทบกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน ได้ที่กลุ่มงานกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน
โทร 0 2245 3700, 0 2245 3649 โทรสาร 0 2245 1821
สอบถามข้อมูล เรื่อง การฝึกอบรมฝีมือแรงงาน ได้ที่สำนักงานบริหารพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาฝีมือ แรงงาน
โทร 0 2245 4502 , 0 2245 1707 ต่อ 415,416


 

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Friday, 30 May 2008 )
 
< ก่อนหน้า
Free template "Frozen New Year" by [ Anch ] Gorsk.net Studio. Please, don't remove this hidden copyleft! You have got this template gratis, so don't become a freak.